ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวได้แก่
1. ฮอร์โมน ร่างกายสร้างฮอร์โมน Androgen ทำให้มีการสร้างไขมันเพิ่ม โดยมากฮอร์โมนจะเริ่มสร้างเมื่ออายุ 11-14 ปี ดังนั้นจึงพบสิวมากในวัยนี้และอาจจะอยู่ได้นานหลายปี
2. การผลิตไขมันมากขึ้นและร่วมกับเซลล์ผิวหนัง และเชื้อแบคทีเรียทำให้เกิดการอุดตันจนเกิดสิว
3. มีการเปลี่ยนแปลงของรากผม รากผมเจริญเร็วเซลล์มีการแบ่งตัวเร็ว และมีเซลล์ที่ตายมาก จึงเกิดการอุดตันของต่อมไขมัน
4. แบททีเรียโดยเฉพาะชื่อ Propionibacterium acne จะทำให้เกิดการอักเสบของสิว
ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวมากน้อยมีอะไรบ้าง
- กรรมพันธ์
- การทำงานของต่อมไขมัน หากที่ใดที่มันและร่วมกับการดูแลรักษาความสะอาดไม่ทั่วถึงก็ทำให้เกิดสิว
- อาหารโดยทั่วไปไม่มีผลต่อการเกิดสิว
- อากาศ ขึ้นกับแต่ละคนบางคนเป็นมากในฤดูหนาว บางคนฤดูร้อน
- อารมณ์ คนที่อารมณ์ดีจะเกิดสิวน้อยกว่าคนที่อารมณ์เสีย
- การใช้เครื่องสำอางค์เป็นปัจจัยที่สำคัญในการเกิดสิว การเลือกสบู่ที่เหมาะกับสภาพผิวหนัง คนที่มีแห้งควรจะใช้สบู่ที่เป็นด่างอ่อน คนที่ผิวมันก็อาจจะใช้สบู่ที่มีความเป็นด่างมากขึ้นได้ หรืออาจจะใช้สบู่ที่มีด่างอ่อนแต่ล้างหน้าบ่อยขึ้น
- ครีมบำรุงผิวก็ต้องเลือกใหถูกกับผิวหน้า คนที่ผิวแห้งไม่ควรใช้เครื่องสำอางที่มีแอลกอฮอร์เป็นส่วนประกอบ คนที่ผิวมันก็หลีกเลี่ยงเครื่องสำอางที่มีไขมันสูง
- การระคายผิว เช่นการล้างหน้าที่มีการถูมาก หรือการบีบสิว
- ยาบางชนิดทำให้เกิดสิวเพิ่มขึ้น เช่น INH Iodides Bromide Steroid Testosterone Gonadotropine Anabolic steroid ยาคุมกำเนิดบางชนิด
- โรคประจำตัวบางชนิด
ตำแหน่งที่เกิดสิวได้แก่บริเวณที่ไขมันมากได้แก่ หน้า ไหล่ หลัง อก
การรักษาสิว
-. งดใช้เครื่องสำอางที่ทำให้เกิดสิว หรือเลือกเครื่องสำอางที่ถูกกับผิวหน้า
- งายาหรือครีมทาก่อนนอน
- ห้ามบีบหรือแกะสิวโดยเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้สิวลุกลาม
- อาหารสามารถรับประทานได้แต่ก็ควรจะหลีกเลี่ยงอาหารที่มัน และหวานและก็อย่ารับมากจนอ้วน
- ห้ามถูหน้าแรงๆ ในขณะล้างหน้า ล้างหน้าวันละ 2 ครั้งและใช้ผ้าซับเบาๆ
- คนที่หน้ามันให้ล้างหน้าด้วยสบู่อย่างน้อยวันละ 4 ครั้ง
- การเลือกยาทาสิวขึ้นกับชนิดของสิวซึ่งควรจะปรึกษาแพทย์
- การเลือกรับประทานยาขึ้นกับแพทย์ที่ดูแล
การรักษาสิวทางกายภาพ
- การกดสิว ใช้รักษาสิวทั้งชนิดหัวดำและหัวขาว แต่ในกรณ๊รูเปิดเล็กมา อาจจะต้องใช้เข็มหรือเลเซอร์เพื่อให้รูเปิดใหญ่ขึ้น การกดต้องทำให้ถูกวิธีเพราะหากกดผิดจะทำให้สิวถูกดันลึกลง
- การฉีด steroid เข้าใต้หัวสิว ข้อดีทำให้การอักเสบลดลงเร็ว แต่ถ้าฉีดมากไปหรือลึกเกินไปจะทำให้ผิวหนังบริเวณที่ฉีดเกิดรอยบุ๋ม
- การใช้ความเย็น ใช้ไนโตรเจนเหลว นกรณ๊ที่สิวเป็นชนิดถุง
- การยิงเลเซอร์รักษาสิว และลบรอยแผลเป็นจากสิว
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิว
- สาเหตุของสิวส่วนใหญ่เกิดจากเครื่องสำอางที่ใช้
- การรักษาสิวต้องใช้เวลา ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังโดยตรง
- ความเครียดอาจจะทำให้เกิดสิวได้ง่ายขึ้น
- สิ่งแวดล้อมก็มีส่วนทำให้เกิดสิว เช่นความสกปรก ละอองไขมันจากการปรุงอาหาร น้ำมันเครื่องเป็นต้น
สิ่งที่ต้องระวังในการรักษาสิวสำหรับคนท้อง
- อนุพันธ์ของวิตามินเอทั้งชนิดกินและทา เพราะอาจจะก่อให้เกิดผลเสียต่อการตั้งครรภ์ อาจมีผลต่อความสมบูรณ์ของทารก
- ยาคุมกำเนิด
- ยาปฏิชีวนะกลุ่ม tetracyclin
ชนิดของสิว
close comedone ลักษณะเป็นตุ่มสีขาว ส่วน open comedone ลักษณะเป็นสิวหัวเล็กๆเป็นสิวหัวดำ ทั้งสองชนิดไม่ควรบีบให้หัวสิวออก เพราะเนื้อเยื่ออาจจะช้ำทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำ
การรักษา
- ผู้ป่วยที่หน้ามันให้ใช้สบู่ล้างหน้าบ่อยๆ สบู่ที่ผสมยาปฏิชีวนะไม่มีประโยชน์
- ใช้ยาละลายขุยเช่น retinoic acid 0.025,0.05,0.1% cream ทาก่อนนอน ถ้ามีอาการะคายเคืองหลังจากทายาให้ทายาวันเว้นวัน ผิวที่ทายาไม่ควรถูกแสงเพราะจะทำให้ผิวหนังเกิดระคายเคืองมาก ระยะแรกของการใช้ยาสิวอาจจะเหอ หลังจากนั้น 2-3 สัปดาห์จึงจะดีขึ้น หรืออาจะใช้ 5% benzoyl peroxide[BP] ทาสิวทิ้งไว้10-15นาทีแล้วล้างออก ถ้าไม่มีอาการแพ้ให้เพิ่มเป็น 1-2 ชั่วโมงแล้วจึงล้างออก
- ถ้าหัวสิวขนาดใหญ่ ให้ผ้าชุบน้ำอุ่นปิดบริเวณที่เป็นหลังจากนั้นใช้ Schamberg loop กดเอาสิวออก
สิวเสี้ยน
คำว่า comedone หมายถึงต่อมขุมขนที่มีไขมันอุดตัน หากหัวสิวเปิดสู่ผิวหนังเรียก open comedone ลักษณะเป็นสิวหัวเล็กๆเป็นสิวหัวดำ เรียก open comedone ส่วน comedone ที่ปลายไม่เปิด หรือเปิดเป็นรูเล็กมากเรียก close comedone ลักษณะเป็นตุ่มสีขาว ไม่ว่าจะเป็นสิวชนิดไหนก็ไม่ควรจะบีบออก ที่เห็นเป็นสีดำๆคือเนื้อเยื่อที่ตายแล้ว ไขมัน สิวหัวดำมิใช่เกิดจากความสกปรก ดังนั้นการอาบน้ำบ่อยๆหรือถูแรงๆอาจจะทำให้เกิดผลเสียต่อผิวหนัง
การรักษา
- ผู้ป่วยที่หน้ามันให้ใช้สบู่ล้างหน้าหรืออาบน้ำวันละ 2 ครั้ง สบู่ที่ผสมยาปฏิชีวนะไม่มีประโยชน์และระคายต่อผิวหนัง อาจจะใช้ครีมที่มีส่วนผสมของ salicylic ทาเพื่อลอกเอาเซลล์ที่ตายออก สำหรับท่านที่ผมมัให้สระผมวันละครั้ง
- สำหรับเครื่องสำอางต้องเลือกชนิดที่ไม่มีไขมันเป็นส่วนประกอบ
- ใช้ยาละลายขุยเช่น retinoic acid 0.025,0.05,0.1% cream ทาก่อนนอน หลังทายาถ้ามีอาการะคายเคืองให้ทายาวันเว้นวัน ผิวที่ทายาไม่ควรถูกแสงเพราะจะทำให้ระคายเคืองมาก ระยะแรกของการใช้ยาโรคอาจจะเหอ หลังจากนั้น 2-3 สัปดาห์จึงจะดีขึ้น หรืออาจะใช้ 5% benzoyl peroxide [BP] ทา10-15นาทีแล้วล้างออก ถ้าไม่มีอาการแพ้ให้เพิ่มเป็น 1-2 ชั่วโมงแล้วจึงล้างออก
- ถ้าหัวสิวขนาดใหญ่ ให้ผ้าชุบน้ำอุ่นปิดบริเวณที่เป็นหลังจากนั้นใช้ Schamberg loop กดเอาสิวออก
สิวเป็นหนอง papulopustular
เป็นสิวที่มีการติดเชื้อจะเห็นลักษณะเป็นตุ่มและมีหนองอยู่ ถ้าเป็นสิวหนองชนิดตื้นก็จะหายได้เร็ว ส่วนชนิดลึกจะเป็นชนิดรุนแรงมักจะมีอาการเจ็บร่วมด้วย การรักษาเหมือน papulonodular ใช้เวลารักษา 2-6 สัปดาห์ ยาปฏิชีวนะอาจจะเปลี่ยนเป็น clotrimoxazole ,cephalosporin หรือ clindamycin ตุ่มหนองที่อยู่ตื้นจะไม่เป็นแผลเป็น
สิวอักเสบ papulonodular acne
คำว่า papule หมายถึงสิวที่เป็นตุ่มเล็กๆน้อยกว่า 5 มิลิเมตร ส่วน nodule เหมือน papule แต่จะมีการอักเสบ และรอยโรคเป็นในผิวหนังระดับลึก เมื่อหายอาจจะเกิดแผลเป็น พวกนี้สิวจะมีลักษณะเป็นสิวเม็ดเล็กๆแดงๆ บางรายเป็นก้อนเล็กเมื่อคลำจะรู้สึกเหมือนกระดาษทราย
การรักษา
- ผู้ป่วยที่หน้ามันให้ใช้สบู่ล้างหน้าบ่อยๆ สบู่ที่ผสมยาปฏิชีวนะไม่มีประโยชน์
- ใช้ยาละลายขุยเช่น retinoic acid 0.025,0.05,0.1% cream ทาก่อนนอน ถ้ามีอาการะคายเคืองให้ทายาวันเว้นวัน ผิวที่ทายาไม่ควรถูกแสงเพราะจะทำให้ผิวบริเวณนั้นระคายเคืองมาก ระยะแรกของการใช้ยาโรคอาจจะเหอ หลังจากนั้น 2-3 สัปดาห์จึงจะดีขึ้น หรืออาจะใช้ 5% benzoyl peroxide[BP] ทา10-15นาทีแล้วล้างออก ถ้าไม่มีอาการแพ้ให้เพิ่มเป็น 1-2 ชั่วโมงแล้วจึงล้างออก
- หลังจากล้างเอา BP ออกให้ทา clindamycin 0.1% วันละ 2-3 ครั้ง
- ให้ยารับประทาน tetracyclin 250 mg ครั้งละ 2 เม็ดวันละ2 ครั้ง เมือดีขึ้นค่อยลดยาลงไม่ควรใช้ยานี้ในคนท้อง
ยาสำหรับรักษาสิว
ยารักษาสิวมีทั้งชนิดทาภายนอกและชนิดรับประทาน สิวชนิดไม่รุนแรงหรือไม่มีการอักเสบมักจะใช้ยาทาภายนอก อาจจะใช้ชนิดหนึ่งหรือหลายชนิดร่วมกัน ยารักษาสิวมักจะทำให้อาการดีขึ้นแต่ไม่หายขาด ยาที่ใช้รักษามีดังนี้
สบู่และน้ำ
การใช้สบู่อ่อนหรือสบู่ที่เป็นกลางหรือสบู่สำหรับใช้กับเด็กล้างด้วยน้ำสะอาดวันละ 2-3 ครั้งอย่าให้มากกว่านี้เพราะจะทำให้แห้งไปและอาจจะเกิดปัญหากับผิวหนังได้ สบู่ที่ใช้ไม่ควรจะเป็นด่างมากเกินไป และไม่ควรที่จะถูแรงๆเพราะจะทำให้ผิวหนังพกช้ำและเกิดปัญหา
Benzoyl peroxide
เป็นชนิดครีมหรือเจล 2.5% 5% 10% เมื่อทายาไว้บนผิวหนังปริมาณเชื้อและไขมันบนผิวหนังจะลดลง ยานี้จะมีระคายเคืองต่อผิวหนังจะทำให้ผิวหนังลอกหลุดเร็วขึ้น ทำให้ปริมาณหัวสิวลดลง ในระยะแรกของการใช้ยาอาจจะทำให้ผิวหนังแดงอักเสบจึงควรจะเริ่มใช้ยาในขนาดความเข็มข้นต่ำๆ ทาระยะเวลาสั้นเช่น 5-10 นาที แล้วล้างออก เมื่อผิวหนังทนต่อยาจึงเพิ่มความเข้มข้น และทาไว้นานขึ้นจนไม่ต้องล้างออก ทาวันละ 2 ครั้งเมื่อทาตามบริเวณลำตัวอาจจะทำให้สีเสื้อจางลง
แผลเป็นจากสิว
หากเป็นสิวธรรมดาหัวขาวหรือหัวดำ เมื่อหายจะไม่เป็นแผลเป็น แต่หากเป็นสิวที่มีการอักเสบชนิด nodular หรือเป็นหนอง pustular เมื่อหายอาจจะทำให้เกิดแผลเป็นซึ่งพบได้หลายลักษณะ
- macule ลักษณะเป็นผื่นแดงไม่นูนซึ่งเกิดจากการอักเสบ รอยแดงอาจจะเป็นอยู่นานหลายเดือนกว่าจะจางหาย
- Post inflammatory hyperpigmentation คือเป็นรอยด่างดำหลังจากสิวหายแล้วอาจจะอยู่ได้นาน 18 เดือน เกิดจากการอักเสบของผิวหนัง การป้องกันให้หลีกเลี่ยงแสงแดด อาจจะใช้ยาทาพวกวิตามินเอ หรือกรดผลไม้จะช่วยให้ผื่นจางลง
สาเหตุของการเกิดแผลเป็น
เมื่อผิวหนังเกิดการอักเสบ ร่างกายจะจัดการแก้ไขโดยเม็ดเลือดขาวจะมาเก็บพวกเชื้อโรคและเซลล์ที่ตายแล้ว ร่วมกับปฏิกิริยาของการอักเสบ ทำให้เกิกดพังผืดบริเวณแผล